วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

web1.0 - 4.0

ความแตกต่างระหว่างเว็บ 1.0 , 2.0 , 3.0 , 4.0

Web1.0 ยุคแห่งการเริ่มต้น
            ในยุคแรกเริ่มของเว็บไซต์ที่อินเตอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก มีเพียงกลุ่มคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้งานอุปกรณ์ในการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์และโมเด็มยังมีราคา แพง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตยังมีจำนวนน้อยและค่าใช้จ่ายในการใช้งานมีราคาสูงและความเร็วในการเชื่อมต่อและความเร็วในการใช้งานยังมีจำกัด ทำให้เว็บไซต์ในยุคนั้นมีลักษณะการแสดงเนื้อหาเป็นข้อความและภาพนิ่งเป็นส่วน
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักกับ " web2.0 " ก่อนที่จะมาเป็น " web2.0 " เรามี " web1.0 " มาก่อน. " web1.0 " เป็นเว็บสมัยดั้งเดิมเป็นเว็บที่อยู่ในสมัยยุคแรกที่ internet กำลังดัง เพราะ" web1.0 " ตัวนี้นี่แหละที่ทำให้โลกของ internet ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะ " web1.0 " เป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ด้านต่างๆ ที่เราอยากรู้ ซึ่งจะส่งเนื้อหาต่างๆ ขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงเดียวเพื่อนำเสนอผู้ที่มาเข้าชม พูดได้ง่ายๆ " web1.0 " ก็คือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราเปิดเพื่อค้นหาข้อมูลในการทำรายงานส่งอาจารย์นั่นเอง ในทฤษฎีของการสื่อสารถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว ( one-way comunication )เพราะไม่มีการตอบรับจากผู้ที่ได้รับข้อมูล (แต่สามารถส่ง email หาผู้เขียนได้)

Web2.0 ยุคแห่งการพัฒนาและการเชื่อมโยง
            ในยุคของ Web 2.0 ที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องใช้ในการเล่นอินเตอร์เน็ตมีราคาถูกลง มีการส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนทวีคูณเมื่อเทียบกับ ยุคแรกๆ ที่อินเตอร์เน็ตยังไม่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากนัก ซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการใช้งานส่วนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้มีต้องมีการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้ตอบสนองความต้องการและรอบรับการใช้ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ “Read – Write” เป็นการกล่าวถึงลักษณะของการแสดงเนื้อหาและการโต้ตอบกันระหว่างเจ้าของ เว็บไซต์กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ในยุค Web 2.0 ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่มีการแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว โดยผู้เข้าชมสามารถทำการแสดงความคิดเห็น หรือทำการสร้างเนื้อหา โดยไม่ต้องเป็นหนึ่งในทีมสร้างเนื้อหาหรือเจ้าของเว็บไซต์ได้
            ส่วน " web2.0 " เป็นคำที่ถูกนิยามขึ้นโดยบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Media ของอเมริกาที่มีชื่อว่า " O'Reilly Media " ในปีค.ศ.2004 ซึ่ง " web2.0 " นี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมๆ เกี่ยวกับการใช้งาน " internet " ที่มีการก้าวเข้ามาสู่ยุคที่ 2 ที่มีพื้นฐานการให้บริการเป็นหลัก และมีรูปแบบการใช้งาน " internet " ที่เปลี่ยนไปหรือกล่าวได้ว่าเป็นสังคม " network " ที่ผู้ใช้ " internet " มีส่วนรวมในการสร้างมันขึ้นมาซึ่งเป็นการสะท้อนความต้องภายในของผู้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่ง " web2.0 " มีคุณลักษณะ " web2.0 application " และ " web2.0 website " ซึ่งจะต้องมีสิ่งหลักๆ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
1. " network as platform " คือจะต้องให้บริการหรือสามารถใช้งานผ่านทาง " web browser " ได้
2. ผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูลบน " website " นั้น สามารถดำเนินการใดๆ ก็ได้กับข้อมูลนั้น
3. โครงสร้างของการมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระนั้นจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ใช้เพิ่มคุณค่าให้กับ " website " หรือ " application " นั้น กล่าวคือ การมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระจะทำให้มีการใช้งานมาก ทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าน่าสนใจ
4. ใช้ ajax ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความฉลาดมีการโต้ตอบกับผู้ใช้และมี interfaceที่ง่ายในการใช้งาน

Web3.0 ยุคของการพัฒนาเว็บไซต์
   เว็บ 3.0 เป็นแนวคิดที่ได้มาจากเว็บ 2.0 ที่เกิดขึ้นมากมาย ให้เว็บนั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้โดยเอาข้อมูลต่างๆที่มีอยู่มาจัดให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่สามารถบอกรายละเอียดได้ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าถึงเนื้อหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเองสมัยก่อนคอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจว่าแต่ละเว็บคืออะไร เวลาไปค้นหาข้อมูล (Search) ก็ไม่รู้ แต่เว็บ 3.0 จะเป็นการเติมและเพิ่มความหมายเข้าไปในเนื้อหาสาระที่คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจในตอนแรกให้เข้าใจมากขึ้น จนสามารถจะเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาด้วย text ธรรมดา การค้นหาภาพ (Image Search) รวมถึงความสามารถในการค้นหาข้อมูลที่เป็นข้อมูลต่อเนื่อง (Stream line) เช่นคลิป เพลง วีดีโอ ซึ่งเป็นความอัจฉริยะของเว็บยุค 3.0 และ การจะทำให้เว็บไซต์เข้าใจข้อมูลทุกๆ ชิ้นที่อยู่ใน"เวิลด์ ไซด์ เว็บ" (www – world wide web)
ในอนาคตนี้ Web 3.0 กำลังจะมาซึ่งเกิดจากการที่มีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ เกิดจากที่ผู้พัฒนาเว็บไซต์และผู้ที่เยี่ยมชมเว็บเข้ามาเขียนบทความ เขียนอะไรเพิ่มเติม ดังนั้น Web 3.0 จะเข้ามาเพื่อจัดการข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นนี้ โดยการใช้ Metadata ซึ่งเป็นการใช้บ่งบอกรายละเอียดของข้อมูล รูปแบบนี้ที่เราเห็นกันได้บ่อยๆ ก็คือ Tag นั่นเอง เมื่อมีการใช้ Tag เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บเราก็จะถูกดึงเข้ามา ดังนั้นจึงทำให้เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเนื้อหาในเว็บมากจนเกินไป เนื่องจากตัวเว็บไซต์จะทำการประมวลผลและหาข้อมูลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาให้ เอง เช่น เว็บไซต์ Apple จะมี Tag ที่เป็น Computer ipod Technology ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อที่ผู้เยี่ยมชมเว็บ Apple เกิดสนใจเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องก็สามารถจะอ่านต่อไปได้

Web4.0
            Web4.0นั้นพัฒนาต่อจาก Web 3.0 โดยหัวใจของมันก็คือเรื่องของ Adaptable หรือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกและได้รับข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดโดยประยุกต์ใช้รูปแบบพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นตัวค้นหา อีกทั้งยังเป็นเว็บที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองว่าผู้บริโภคชอบไม่ชอบอะไรในเว็บ หากชอบฟังค์ชันการทำงานนั้นก็จะปรับตัวให้ดียิ่งขึ้นและสร้างความเกี่ยวพันกับการใช้งานของผู้บริโภคมากขึ้น แต่ถ้าหากไม่ชอบฟังค์ชันการทำงานนั้นๆจะค่อยหายไปจนไม่โผล่มากวนใจอีกเลย
เว็บ4.0เป็นแนวคิดเบื้องต้น เป็น learning web แทนที่จะต้องสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรโดยเข้าไปในโปรแกรมต่างๆ คอมจะปรับตัวมันเองให้เข้ากับการใช้งานของผู้ใช้ เช่นปรับโปรแกรมเป็นโปรมแกรมที่เราตองการ เว็บ10.0 คือจินตนาการว่าเว็บฉลาดขึ้นจนถึงขีดสุด จะทำให้มันสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ง่ายจนเราแทบไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่เราคิดก็สามารถถ่ายถอดข้อมูลไปยังบุคคลอื่นได้ หรือรู้เองว่าเราอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วเราชอบ รู้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มและสามารถแนะนำหนังสือที่เราอาจจะชอบได้ สรุปว่าเว็บในอนาคตจะฉลาดขึ้น รู้ความต้องการของผู้ใช้มากขึ้นโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมตลอดเวลา



วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อินเทลเริ่มบุกตลาดชิป LTE ด้วย XMM 7160 สู้ศึก Qualcomm

Intel
อินเทลเตรียมวางขายชิปโมเด็ม LTE รุ่น XMM 7160 ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการลุยตลาดชิปสื่อสารระบบ cellular ด้วย
เดิมทีอินเทลเคยทำแต่ชิปสื่อสาร Wi-Fi เป็นหลัก ไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ด้าน cellular มากนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสตลาดที่หันมาเน้นอินเทอร์เน็ตไร้สายทั้ง 3G/LTE ทำให้อินเทลต้องหันมาลุยตลาดนี้อย่างจริงจัง (โดยเริ่มจาก LTE)
ธุรกิจด้านชิปสื่อสารของอินเทลมีพื้นฐานมาจากการซื้อธุรกิจไร้สายของ Infineon ในปี 2010 ซึ่งช่วยให้อินเทลพัฒนาด้านนี้อย่างก้าวกระโดด ชิป XMM 7160 ถือเป็นชิปหนึ่่งในสองตัวของตลาดที่รองรับ VoLTE แบบ multimode, multiband (อีกรายคือ Qualcomm RF360 ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว) แต่อินเทลก็คุยว่าใช้พลังงานน้อยกว่า 20-30% และมีขนาดเล็กกว่า 12%
อย่างไรก็ตาม ชิปของ Qualcomm ยังเหนือกว่าที่การรองรับมาตรฐานไร้สายจำนวนมาก โดยเฉพาะ TD-SCDMA ของ China Mobile เครือข่ายที่มีคนใช้มากที่สุดในโลกอีกด้วย
ปีหน้าเราคงเห็นอินเทลบุกตลาด LTE หนักขึ้นด้วย XMM 7260 รุ่นต่อไป ซึ่งน่าจะเปิดตัวช่วงครึ่งแรกของปี 2014 

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

LINE เปิดตัววิดีโอคอลล์, LINE Music, LINE Mall, LINE Web Store และเกมใหม่อีกเพียบ

LINE
นอกจากเผยสถิติล่าสุด ในงาน LINE Hello, Friends in Tokyo 2013 ทาง LINE ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พร้อมออกมาให้เห็นเร็วๆ นี้ดังนี้ค่ะ
  • วิดีโอคอลล์ – ใช้ได้บน iPhone, Android, Windows และ Mac มาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
  • LINE Music – บริการสตรีมเพลงในแอพ LINE เพลงที่ซื้อสามารถแบ่งปันกับเพื่อนได้ เริ่มเปิดให้ใช้งานในญี่ปุ่นภายในปีนี้
  • LINE Mall – บริการซื้อ-ขายสินค้าในแอพ LINE มาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
  • LINE Game – เกมใหม่ 11 เกม เช่น LINE Fish Island, LINE Ironslam, LINE Sonic Dash, LINE Let’s Golf!, LINE MapleStory Village
  • LINE Web Store – หน้าเว็บสำหรับซื้อสติ๊กเกอร์และไอเทมในเกม ใช้งานได้ทั้งบนเดสก์ท็อปและโทรศัพท์ สามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต, PayPal, เครือข่ายมือถือ ฯลฯ เปิดให้บริการในไต้หวันและญี่ปุ่นเดือนกันยายนนี้
  • LINE prepaid cards – บัตรเติมเงินสำหรับซื้อสติ๊กเกอร์และไอเทมในเกม ขายในร้านสะดวกซื้อในไต้หวันและญี่ปุ่นเดือนกันยายนนี้

วิดีโอคอลล์

LINE MUSIC

LINE GAME

LINE Web Store

LINE prepaid cards

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

BlackBerry เปิดตัว BlackBerry 9720


BlackBerry เปิดตัว BlackBerry 9720 ตามข่าวลือก่อนหน้านี้ สเปคเป็นดังนี้
  • ระบบปฏิบัติการ BlackBerry 7 OS รุ่น 7.1
  • หน้าจอสัมผัส 2.8 นิ้ว ที่ความละเอียด 480×360 พิกเซล
  • ซีพียู Tavor MG1 ที่ 806 เมกะเฮิรตซ์
  • แรม 512 เมกะไบต์ หน่วยความจำภายใน 512 เมกะไบต์ รองรับ microSD สูงสุด 32 กิกะไบต์
  • มีคีย์บอร์ด QWERTY และ optical trackpad
  • กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล EDOF (Extended Depth of Field) ดิจิทัลซูม 4 เท่า พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว (เข้าใจว่าภาพนิ่งเท่านั้น) และไฟแฟลช ไม่มีกล้องหน้า
  • รองรับเครือข่าย HSPA 2100/1900/850/900 เมกะเฮิรตซ์, Wi-Fi 802.11 b/g/n, Bluetooth 2.1 +EDR
  • มีพอร์ตยูเอสบี
  • มีวิทยุเอฟเอ็ม
  • มีเซ็นเซอร์วัดระดับแสงโดยรอบ (ambient light sensor) และวัดระยะห่าง (proximity)
  • แบตเตอรี่ 1,450 มิลลิแอมป์-ชั่วโมง เปิดทิ้งเครื่องไว้ได้นาน 18 วัน โทรได้นานต่อเนื่อง 7 ชม.
  • น้ำหนักรวม 120 กรัม
  • มีสีดำ น้ำเงิน ชมพู ม่วง และขาวให้เลือก
ตัวเครื่องมีปุ่มเข้าบริการ BBM โดยตรง นอกจากนั้นยังรองรับบริการ BBM Voice สำหรับโทรหาเพื่อนใน BBM ผ่าน Wi-Fi ได้ฟรี และมีฟีเจอร์ Multicast เพื่อโพสต์ไปยัง BBM, Twitter และ Facebook ได้ในคราวเดียวกัน
บริษัทบอกว่าจะเปิดตัว BlackBerry 9720 ในบางประเทศในทวีปเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ยังไม่เผยราคาแต่อย่างไร

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Cloud Computing


Cloud Computing คือ วิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computingได้ จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นอย่างไร

นิยามความหมายของคำหลักๆ 3 คำที่เกี่ยวข้องกับ Cloud Computing ต่อไปนี้
     ความต้องการ (Requirement) คือโจทย์ปัญหาที่ผู้ใช้ต้องการให้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ไขปัญหาหรือตอบปัญหาตามที่ผู้ใช้กำหนดได้ 
     ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาด 1,000,000 GB, ความต้องการประมวลผลโปรแกรมแบบขนานเพื่อค้นหายารักษาโรคไข้หวัดนกให้ได้สูตร ยาภายใน 90 วัน, ความต้องการโปรแกรมและพลังการประมวลผลสำหรับสร้างภาพยนต์แอนนิเมชั่นความยาว 2 ชั่วโมงให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน, และความต้องการค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวและโปรแกรมทัวร์ในประเทศอิตาลีในราคา 
ที่ถูกที่สุดในโลกแต่ปลอดภัยในการเดินทางด้วย
     ทรัพยากร (Resource) หมายถึง ปัจจัยหรือสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลหรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาตามโจทย์ที่ต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้ เช่น CPU, Memory (เช่น RAM), Storage (เช่น harddisk), Database, Information, Data, Network, Application Software, Remote Sensor
     บริการ (Service) ถือว่าเป็นทรัพยากร และในทางกลับกันก็สามารถบอกได้ว่าทรัพยากรก็คือบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านCloud Computingแล้วเราจะใช้คำว่าบริการแทนคำว่าทรัพยากร คำว่าบริการหมายถึงการกระทำ (operation) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สนองต่อความต้องการ (requirement) แต่การ
กระทำของบริการจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากร โดยการใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลลัพธ์สนองต่อความต้อง การสำหรับCloud Computingแล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบเบื้องล่างทำงานอย่างไร ประกอบไปด้วยทรัพยากร(resource) อะไรบ้าง ผู้ใช้แค่ระบุความต้องการ(requirement) จากนั้นบริการ(service)ก็เพียงให้ผลลัพธ์แก่ผู้ใช้ ส่วนบริการจะไปจัดการกับทรัพยากรอย่างไรนั้นผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ
สรุปได้ว่า ผู้ใช้มองเห็นเพียงบริการซึ่งทำหน้าที่เสมือนซอฟต์แวร์ที่ทำงานตามโจทย์ของ ผู้ใช้ โดยที่
ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับทราบถึงทรัพยากรที่แท้จริงว่ามีอะไรบ้างและถูก จัดการเช่นไร หรือไม่จำเป็นต้องทราบว่าทรัพยากรเหล่านั้นอยู่ที่ไหน

สาเหตุที่มีชื่อว่า Cloud Computing 
     สาเหตุที่มีชื่อว่า Cloud Computing ก็มาจากสัญลักษณ์รูปเมฆ(Cloud)ที่เราใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ลองดูตัวอย่างได้จากโปรแกรมMicrosoft Visio อย่างเวลาเราจะวาดแผนผังเครือข่าย สัญลักษณ์ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คือรูปเมฆ
     ในเมื่อรูปเมฆแทนอินเตอร์เน็ต แล้วทำไมอินเตอร์เน็ตจึงไปเกี่ยวกับ Cloud Computingได้? 
คำตอบมาจากการที่เราต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆเข้ากับเครือข่าย อินเตอร์เน็ต เราก็สามารถได้บริการหรือได้ใช้ทรัพยากรที่อยู่ระยะไกลเพื่อสนองต่อความต้องการของเราได้นั่นเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขามองว่า Cloud Computing คือเมฆที่ปกคลุมทรัพยากรและบริการอยู่มากมาย เทียบได้กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ต่อกับบริการและทรัพยากรจำนวนมหาศาล เมื่อเป็นCloud Computing เราจะมองว่าอินเตอร์เน็ตคือเมฆ และเมื่อไหร่ที่เราต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเมฆแล้ว เราก็สามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่ต่อกับเมฆ
     เทียบ ได้กับเมฆปกคลุมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และผู้ใช้จำนวนมหาศาลไว้อยู่ ทั้งนี้ผู้ใช้มองเห็นเมฆผ่านทางบริการที่จะนำพาผู้ใช้เข้าถึงพลังในการประมวลผลและทรัพยากรต่างๆที่อยู่ใต้เมฆ หรือภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันคือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

แหล่งที่มา : http://www.bkk1.in.th/Topic.aspx?TopicID=983