วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ร้านค้าในสหรัฐเริ่มลดราคา iPhone 5c ลง 50 ดอลลาร์


iPhone 5C
ร้านค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ 2 แห่งเริ่มลดราคา iPhone 5c แบบติดสัญญาลง จากราคาเดิม 99 ดอลลาร์แบบติดสัญญา
  • ร้าน Best Buy ลดเหลือ 49.99 ดอลลาร์ โดยใช้วิธีแถมบัตรของขวัญมูลค่า 50 ดอลลาร์ใช้เป็นส่วนลด และลดเฉพาะวันที่ 3-7 ตุลาคมนี้
  • ร้าน Walmart ลดเหลือ 45 ดอลลาร์ โดยคาดว่าจะลดราคาไปจนถึงช่วงเทศกาลคริสต์มาสปลายปี  
แหล่งที่มา : http://www.itday.in.th/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A3/#.Uk-y2NJ7KGM

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

ค่ายใหญ่ทำเอกสารราคา iPhone5S, 5C หลุด

หลุดราคา iPhone 5S – iPhone 5C ในศูนย์ไทยจาก TrueMove H  อย่างเป็นทางการราคานี้ของบอกว่าเป็นราคาที่หลุดมาจากเอกสารของ TrueMove H ส่วนจะเป็นของจริงหรือไม่ต้องมารอฟัง TrueMove H ออกมาแถลง หรือไม่ก็เงียบหายไปแต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ราคานี้ได้แพร่สะพัด กระจายออกไปเป็นที่รู้ทั่วถึงบนโลกออนไลน์ไปแล้ว ทางทีมงานคาดว่าอีกไม่นานสองค่ายยักษ์ใหญที่เหลืออย่าง DTAC, AIS คงมีการขยับตัว

คลิกชมภาพต่อไป

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

Twitter ทดสอบฟีเจอร์ “ทวีตที่เกี่ยวข้องกับทวีตนั้นๆ”

Twitter

       นอกจากทวิตเตอร์จะเปิดตัวฟีเจอร์ Related Headlines ยังมีทดสอบฟีเจอร์ทวีตที่เกี่ยวข้อง (Related Tweets) โดยหลักการก็คือดักจับคำหรือหัวข้อในทวีตที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันและดึงมา แสดงผลหน้าเว็บท้ายทวีตในรูปของทวีตที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตามเรื่องราวเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ดี ฟีเจอร์นี้ยังไม่เปิดใช้กันถ้วนทั่ว และยังขาดความแม่นยำในการดึงทวีตที่เกี่ยวข้องมาแสดงพอสมควร แต่หากสนใจอยากรู้ว่าหน้าตาการแสดงผลของทวีตที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นอย่างไร ก็ดูได้ที่ท้ายข่าว

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

DTAC เปิดบริการ Wi-Fi ผ่าน EAP-SIM

         บริการ Wi-Fi บ้านเราที่ให้บริการกันส่วนมากเป็นบริการไม่เข้ารหัสมานาน แต่วันนี้ DTAC ก็เปิดบริการ Wi-Fi แบบเข้ารหัสแล้ว โดยล็อกอินแบบ EAP-SIM ทำให้ไม่ต้องใส่รหัสผ่านทุกครั้งอีกด้วยก่อนหน้านี้บริการที่ต้องเข้าหน้าเว็บเพื่อล็อกอินนั้นเป็นการใช้ Wi-Fi แบบไม่มีการเข้ารหัส แม้จะเข้ารหัสในหน้าเว็บล็อกอินก็ตาม ทำให้ผู้ใช้มีความเสี่ยงถูกดักฟังในเว็บที่ไม่ได้เข้ารหัสเอาไว้เช่นการใช้ เฟซบุ๊กในยุคหนึ่ง ที่อาจจะถูกขโมยบัญชีผู้ใช้ได้ง่าย (ภายหลังเฟซบุ๊กปรับมาเข้ารหัสแทบทั้งหมดแล้ว)สำหรับบริการ EAP-SIM จะต้องใช้ผ่าน SSID ที่ชื่อว่า “@ dtac wifi auto” และปรับการใช้งานเป็น EAP-SIM

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

เอซุสเปิดตัว Transformer Book T100 แท็บเล็ตจอ 10.1 นิ้ว รัน Windows 8.1

ที่งาน IDF 2013 เอซุสได้เปิดตัว Transformer Book T100 ที่มากับ Windows 8.1 สเปคเป็นดังนี้
  • หน้าจอ 10.1 นิ้วแบบ IPS ที่ความละเอียด 1366×768 พิกเซล
  • ซีพียูควอดคอร์ Atom รุ่น Z3740 (รหัส Bay Trail-T)
  • แรม 2 กิกะไบต์ รองรับการ์ด microSD
  • มีพอร์ต microUSB และ Micro HDMI
  • น้ำหนักรวม 540 กรัม แบตเตอรี่อยู่ได้ 11 ชม.
  • ติดตั้ง Office Home & Student 2013 มาในตัว
  • ที่ keyboard dock มีพอร์ต USB 3.0 น้ำหนัก dock รวม 540 กรัม
ราคารุ่น 32 กิกะไบต์ ที่ 349 ดอลลาร์ (ราว 11,200 บาท) และ 64 กิกะไบต์ ที่ 399 ดอลลาร์ (ราว 12,800 บาท) ผู้ซื้อจะได้รับ WebStorage ของเอซุสเป็นเวลาหนึ่งปี บริษัทจะวางขาย 18 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเปิดตัว Windows 8.1


วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

HP เปิดตัวพีซีออลอินวันแบบพับจอได้ ENVY Recline


HP

        HP เปิดตัวพีซีออลอินวันรูปแบบใหม่ ENVY Recline มีจุดเด่นที่การพับจอลงมาใกล้ๆ ตัวหรือมือของผู้ใช้เพื่อให้สัมผัสจอได้ง่ายขึ้นHP ENVY Recline มีสองรุ่นย่อยตามขนาดหน้าจอคือ 23 กับ 27 นิ้ว จอ IPS Full HD รองรับมัลติทัช 10 จุด ซีพียูเป็น Core Haswell และใช้จีพียูของ NVIDIA, ระบบเสียง Beats Audio ที่พิเศษคือรุ่น 27 นิ้วมี NFC มาให้ด้วยเพื่อให้ผู้ใช้แตะมือถือแล้วส่งข้อมูลต่างๆ กับพีซีได้ง่าย 
HP ENVY Recline 23 ราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ ส่วนรุ่น 27 นิ้วเริ่มต้นที่ 1,399 ดอลลาร์
   

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

[IFA 2013] เอเซอร์เปิดตัว Liquid S2 สมาร์ทโฟนจอยักษ์ 6 นิ้ว ถ่ายวิดีโอ 4K ตัวแรกของโลก


     ก่อนงาน IFA 2013 จะเริ่มเพียงไม่กี่วันก็เป็นเอเซอร์ที่ชิงเปิดตัวอุปกรณ์ชุดใหม่ก่อนตั้งแต่ สมาร์ทโฟนยันโน้ตบุ๊คฝั่งสมาร์ทโฟนเปิดตัวมาเพียงหนึ่งรุ่นจอเบิ้ม Liquid S2 รุ่นอัพเดตจาก Liquid S1 ที่ตัวแรกที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่องาน Computex เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
จากเดิมที่เคยใช้หน้าจอ 5.7″ ในรุ่นแรก มา Liquid S2 ขยับหน้าจอใหญ่ขึ้นอีกนิดเป็น 6″ ที่น่าสนใจคือเอเซอร์ใส่ฟังก์ชันการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง 4K มาด้วย เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกในตลาดเลย ส่วนสเปคอื่นๆ ก็อยู่ในระดับไฮเอนด์ดังนี้

  • ใช้ซีพียู Snapdragon 800 ความถี่ 2.2GHz
  • หน้าจอ IPS ขนาด 6″ ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล
  • รัน Android 4.2.2
  • หน่วยความจำภายใน 16GB แรม 2GB
  • กล้องหลัง 13 เมกะพิกเซล แฟลช LED แบบวงแหวน รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K, กล้องหน้า 2 เมกะพิกเซล
  • รองรับ 4G LTE
  • ตัวเครื่องบางเพียง 8.99 มม. แบตเตอรี่ 3300 mAh ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้
ตัว LIquid S2 นอกจากจะเด่นด้านวิดีโอแล้ว เอเซอร์ยังใส่ฟีเจอร์ให้สามารถถ่ายวิดีโอได้อย่างรวดเร็วมาอีกด้วย โดยผู้ใช้สามารถถ่ายรูปได้ตั้งแต่หน้าล็อก โดยที่สามารถปรับโฟกัส และความสว่างได้อีกด้วย
เอเซอร์เตรียมวางขาย Liquid S2 ในยุโรปก่อนในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ส่วนราคายังไม่ประกาศออกมาครับ

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

web1.0 - 4.0

ความแตกต่างระหว่างเว็บ 1.0 , 2.0 , 3.0 , 4.0

Web1.0 ยุคแห่งการเริ่มต้น
            ในยุคแรกเริ่มของเว็บไซต์ที่อินเตอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก มีเพียงกลุ่มคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้งานอุปกรณ์ในการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์และโมเด็มยังมีราคา แพง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตยังมีจำนวนน้อยและค่าใช้จ่ายในการใช้งานมีราคาสูงและความเร็วในการเชื่อมต่อและความเร็วในการใช้งานยังมีจำกัด ทำให้เว็บไซต์ในยุคนั้นมีลักษณะการแสดงเนื้อหาเป็นข้อความและภาพนิ่งเป็นส่วน
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักกับ " web2.0 " ก่อนที่จะมาเป็น " web2.0 " เรามี " web1.0 " มาก่อน. " web1.0 " เป็นเว็บสมัยดั้งเดิมเป็นเว็บที่อยู่ในสมัยยุคแรกที่ internet กำลังดัง เพราะ" web1.0 " ตัวนี้นี่แหละที่ทำให้โลกของ internet ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะ " web1.0 " เป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ด้านต่างๆ ที่เราอยากรู้ ซึ่งจะส่งเนื้อหาต่างๆ ขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงเดียวเพื่อนำเสนอผู้ที่มาเข้าชม พูดได้ง่ายๆ " web1.0 " ก็คือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราเปิดเพื่อค้นหาข้อมูลในการทำรายงานส่งอาจารย์นั่นเอง ในทฤษฎีของการสื่อสารถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว ( one-way comunication )เพราะไม่มีการตอบรับจากผู้ที่ได้รับข้อมูล (แต่สามารถส่ง email หาผู้เขียนได้)

Web2.0 ยุคแห่งการพัฒนาและการเชื่อมโยง
            ในยุคของ Web 2.0 ที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องใช้ในการเล่นอินเตอร์เน็ตมีราคาถูกลง มีการส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนทวีคูณเมื่อเทียบกับ ยุคแรกๆ ที่อินเตอร์เน็ตยังไม่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากนัก ซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการใช้งานส่วนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้มีต้องมีการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้ตอบสนองความต้องการและรอบรับการใช้ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ “Read – Write” เป็นการกล่าวถึงลักษณะของการแสดงเนื้อหาและการโต้ตอบกันระหว่างเจ้าของ เว็บไซต์กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ในยุค Web 2.0 ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่มีการแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว โดยผู้เข้าชมสามารถทำการแสดงความคิดเห็น หรือทำการสร้างเนื้อหา โดยไม่ต้องเป็นหนึ่งในทีมสร้างเนื้อหาหรือเจ้าของเว็บไซต์ได้
            ส่วน " web2.0 " เป็นคำที่ถูกนิยามขึ้นโดยบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Media ของอเมริกาที่มีชื่อว่า " O'Reilly Media " ในปีค.ศ.2004 ซึ่ง " web2.0 " นี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมๆ เกี่ยวกับการใช้งาน " internet " ที่มีการก้าวเข้ามาสู่ยุคที่ 2 ที่มีพื้นฐานการให้บริการเป็นหลัก และมีรูปแบบการใช้งาน " internet " ที่เปลี่ยนไปหรือกล่าวได้ว่าเป็นสังคม " network " ที่ผู้ใช้ " internet " มีส่วนรวมในการสร้างมันขึ้นมาซึ่งเป็นการสะท้อนความต้องภายในของผู้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่ง " web2.0 " มีคุณลักษณะ " web2.0 application " และ " web2.0 website " ซึ่งจะต้องมีสิ่งหลักๆ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
1. " network as platform " คือจะต้องให้บริการหรือสามารถใช้งานผ่านทาง " web browser " ได้
2. ผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูลบน " website " นั้น สามารถดำเนินการใดๆ ก็ได้กับข้อมูลนั้น
3. โครงสร้างของการมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระนั้นจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ใช้เพิ่มคุณค่าให้กับ " website " หรือ " application " นั้น กล่าวคือ การมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระจะทำให้มีการใช้งานมาก ทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าน่าสนใจ
4. ใช้ ajax ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความฉลาดมีการโต้ตอบกับผู้ใช้และมี interfaceที่ง่ายในการใช้งาน

Web3.0 ยุคของการพัฒนาเว็บไซต์
   เว็บ 3.0 เป็นแนวคิดที่ได้มาจากเว็บ 2.0 ที่เกิดขึ้นมากมาย ให้เว็บนั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้โดยเอาข้อมูลต่างๆที่มีอยู่มาจัดให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่สามารถบอกรายละเอียดได้ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าถึงเนื้อหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเองสมัยก่อนคอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจว่าแต่ละเว็บคืออะไร เวลาไปค้นหาข้อมูล (Search) ก็ไม่รู้ แต่เว็บ 3.0 จะเป็นการเติมและเพิ่มความหมายเข้าไปในเนื้อหาสาระที่คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจในตอนแรกให้เข้าใจมากขึ้น จนสามารถจะเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาด้วย text ธรรมดา การค้นหาภาพ (Image Search) รวมถึงความสามารถในการค้นหาข้อมูลที่เป็นข้อมูลต่อเนื่อง (Stream line) เช่นคลิป เพลง วีดีโอ ซึ่งเป็นความอัจฉริยะของเว็บยุค 3.0 และ การจะทำให้เว็บไซต์เข้าใจข้อมูลทุกๆ ชิ้นที่อยู่ใน"เวิลด์ ไซด์ เว็บ" (www – world wide web)
ในอนาคตนี้ Web 3.0 กำลังจะมาซึ่งเกิดจากการที่มีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ เกิดจากที่ผู้พัฒนาเว็บไซต์และผู้ที่เยี่ยมชมเว็บเข้ามาเขียนบทความ เขียนอะไรเพิ่มเติม ดังนั้น Web 3.0 จะเข้ามาเพื่อจัดการข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นนี้ โดยการใช้ Metadata ซึ่งเป็นการใช้บ่งบอกรายละเอียดของข้อมูล รูปแบบนี้ที่เราเห็นกันได้บ่อยๆ ก็คือ Tag นั่นเอง เมื่อมีการใช้ Tag เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บเราก็จะถูกดึงเข้ามา ดังนั้นจึงทำให้เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเนื้อหาในเว็บมากจนเกินไป เนื่องจากตัวเว็บไซต์จะทำการประมวลผลและหาข้อมูลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาให้ เอง เช่น เว็บไซต์ Apple จะมี Tag ที่เป็น Computer ipod Technology ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อที่ผู้เยี่ยมชมเว็บ Apple เกิดสนใจเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องก็สามารถจะอ่านต่อไปได้

Web4.0
            Web4.0นั้นพัฒนาต่อจาก Web 3.0 โดยหัวใจของมันก็คือเรื่องของ Adaptable หรือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกและได้รับข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดโดยประยุกต์ใช้รูปแบบพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นตัวค้นหา อีกทั้งยังเป็นเว็บที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองว่าผู้บริโภคชอบไม่ชอบอะไรในเว็บ หากชอบฟังค์ชันการทำงานนั้นก็จะปรับตัวให้ดียิ่งขึ้นและสร้างความเกี่ยวพันกับการใช้งานของผู้บริโภคมากขึ้น แต่ถ้าหากไม่ชอบฟังค์ชันการทำงานนั้นๆจะค่อยหายไปจนไม่โผล่มากวนใจอีกเลย
เว็บ4.0เป็นแนวคิดเบื้องต้น เป็น learning web แทนที่จะต้องสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรโดยเข้าไปในโปรแกรมต่างๆ คอมจะปรับตัวมันเองให้เข้ากับการใช้งานของผู้ใช้ เช่นปรับโปรแกรมเป็นโปรมแกรมที่เราตองการ เว็บ10.0 คือจินตนาการว่าเว็บฉลาดขึ้นจนถึงขีดสุด จะทำให้มันสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ง่ายจนเราแทบไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่เราคิดก็สามารถถ่ายถอดข้อมูลไปยังบุคคลอื่นได้ หรือรู้เองว่าเราอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วเราชอบ รู้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มและสามารถแนะนำหนังสือที่เราอาจจะชอบได้ สรุปว่าเว็บในอนาคตจะฉลาดขึ้น รู้ความต้องการของผู้ใช้มากขึ้นโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมตลอดเวลา



วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อินเทลเริ่มบุกตลาดชิป LTE ด้วย XMM 7160 สู้ศึก Qualcomm

Intel
อินเทลเตรียมวางขายชิปโมเด็ม LTE รุ่น XMM 7160 ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการลุยตลาดชิปสื่อสารระบบ cellular ด้วย
เดิมทีอินเทลเคยทำแต่ชิปสื่อสาร Wi-Fi เป็นหลัก ไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ด้าน cellular มากนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสตลาดที่หันมาเน้นอินเทอร์เน็ตไร้สายทั้ง 3G/LTE ทำให้อินเทลต้องหันมาลุยตลาดนี้อย่างจริงจัง (โดยเริ่มจาก LTE)
ธุรกิจด้านชิปสื่อสารของอินเทลมีพื้นฐานมาจากการซื้อธุรกิจไร้สายของ Infineon ในปี 2010 ซึ่งช่วยให้อินเทลพัฒนาด้านนี้อย่างก้าวกระโดด ชิป XMM 7160 ถือเป็นชิปหนึ่่งในสองตัวของตลาดที่รองรับ VoLTE แบบ multimode, multiband (อีกรายคือ Qualcomm RF360 ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว) แต่อินเทลก็คุยว่าใช้พลังงานน้อยกว่า 20-30% และมีขนาดเล็กกว่า 12%
อย่างไรก็ตาม ชิปของ Qualcomm ยังเหนือกว่าที่การรองรับมาตรฐานไร้สายจำนวนมาก โดยเฉพาะ TD-SCDMA ของ China Mobile เครือข่ายที่มีคนใช้มากที่สุดในโลกอีกด้วย
ปีหน้าเราคงเห็นอินเทลบุกตลาด LTE หนักขึ้นด้วย XMM 7260 รุ่นต่อไป ซึ่งน่าจะเปิดตัวช่วงครึ่งแรกของปี 2014 

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

LINE เปิดตัววิดีโอคอลล์, LINE Music, LINE Mall, LINE Web Store และเกมใหม่อีกเพียบ

LINE
นอกจากเผยสถิติล่าสุด ในงาน LINE Hello, Friends in Tokyo 2013 ทาง LINE ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พร้อมออกมาให้เห็นเร็วๆ นี้ดังนี้ค่ะ
  • วิดีโอคอลล์ – ใช้ได้บน iPhone, Android, Windows และ Mac มาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
  • LINE Music – บริการสตรีมเพลงในแอพ LINE เพลงที่ซื้อสามารถแบ่งปันกับเพื่อนได้ เริ่มเปิดให้ใช้งานในญี่ปุ่นภายในปีนี้
  • LINE Mall – บริการซื้อ-ขายสินค้าในแอพ LINE มาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
  • LINE Game – เกมใหม่ 11 เกม เช่น LINE Fish Island, LINE Ironslam, LINE Sonic Dash, LINE Let’s Golf!, LINE MapleStory Village
  • LINE Web Store – หน้าเว็บสำหรับซื้อสติ๊กเกอร์และไอเทมในเกม ใช้งานได้ทั้งบนเดสก์ท็อปและโทรศัพท์ สามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต, PayPal, เครือข่ายมือถือ ฯลฯ เปิดให้บริการในไต้หวันและญี่ปุ่นเดือนกันยายนนี้
  • LINE prepaid cards – บัตรเติมเงินสำหรับซื้อสติ๊กเกอร์และไอเทมในเกม ขายในร้านสะดวกซื้อในไต้หวันและญี่ปุ่นเดือนกันยายนนี้

วิดีโอคอลล์

LINE MUSIC

LINE GAME

LINE Web Store

LINE prepaid cards

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

BlackBerry เปิดตัว BlackBerry 9720


BlackBerry เปิดตัว BlackBerry 9720 ตามข่าวลือก่อนหน้านี้ สเปคเป็นดังนี้
  • ระบบปฏิบัติการ BlackBerry 7 OS รุ่น 7.1
  • หน้าจอสัมผัส 2.8 นิ้ว ที่ความละเอียด 480×360 พิกเซล
  • ซีพียู Tavor MG1 ที่ 806 เมกะเฮิรตซ์
  • แรม 512 เมกะไบต์ หน่วยความจำภายใน 512 เมกะไบต์ รองรับ microSD สูงสุด 32 กิกะไบต์
  • มีคีย์บอร์ด QWERTY และ optical trackpad
  • กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล EDOF (Extended Depth of Field) ดิจิทัลซูม 4 เท่า พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว (เข้าใจว่าภาพนิ่งเท่านั้น) และไฟแฟลช ไม่มีกล้องหน้า
  • รองรับเครือข่าย HSPA 2100/1900/850/900 เมกะเฮิรตซ์, Wi-Fi 802.11 b/g/n, Bluetooth 2.1 +EDR
  • มีพอร์ตยูเอสบี
  • มีวิทยุเอฟเอ็ม
  • มีเซ็นเซอร์วัดระดับแสงโดยรอบ (ambient light sensor) และวัดระยะห่าง (proximity)
  • แบตเตอรี่ 1,450 มิลลิแอมป์-ชั่วโมง เปิดทิ้งเครื่องไว้ได้นาน 18 วัน โทรได้นานต่อเนื่อง 7 ชม.
  • น้ำหนักรวม 120 กรัม
  • มีสีดำ น้ำเงิน ชมพู ม่วง และขาวให้เลือก
ตัวเครื่องมีปุ่มเข้าบริการ BBM โดยตรง นอกจากนั้นยังรองรับบริการ BBM Voice สำหรับโทรหาเพื่อนใน BBM ผ่าน Wi-Fi ได้ฟรี และมีฟีเจอร์ Multicast เพื่อโพสต์ไปยัง BBM, Twitter และ Facebook ได้ในคราวเดียวกัน
บริษัทบอกว่าจะเปิดตัว BlackBerry 9720 ในบางประเทศในทวีปเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ยังไม่เผยราคาแต่อย่างไร

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Cloud Computing


Cloud Computing คือ วิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computingได้ จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นอย่างไร

นิยามความหมายของคำหลักๆ 3 คำที่เกี่ยวข้องกับ Cloud Computing ต่อไปนี้
     ความต้องการ (Requirement) คือโจทย์ปัญหาที่ผู้ใช้ต้องการให้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ไขปัญหาหรือตอบปัญหาตามที่ผู้ใช้กำหนดได้ 
     ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาด 1,000,000 GB, ความต้องการประมวลผลโปรแกรมแบบขนานเพื่อค้นหายารักษาโรคไข้หวัดนกให้ได้สูตร ยาภายใน 90 วัน, ความต้องการโปรแกรมและพลังการประมวลผลสำหรับสร้างภาพยนต์แอนนิเมชั่นความยาว 2 ชั่วโมงให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน, และความต้องการค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวและโปรแกรมทัวร์ในประเทศอิตาลีในราคา 
ที่ถูกที่สุดในโลกแต่ปลอดภัยในการเดินทางด้วย
     ทรัพยากร (Resource) หมายถึง ปัจจัยหรือสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลหรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาตามโจทย์ที่ต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้ เช่น CPU, Memory (เช่น RAM), Storage (เช่น harddisk), Database, Information, Data, Network, Application Software, Remote Sensor
     บริการ (Service) ถือว่าเป็นทรัพยากร และในทางกลับกันก็สามารถบอกได้ว่าทรัพยากรก็คือบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านCloud Computingแล้วเราจะใช้คำว่าบริการแทนคำว่าทรัพยากร คำว่าบริการหมายถึงการกระทำ (operation) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สนองต่อความต้องการ (requirement) แต่การ
กระทำของบริการจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากร โดยการใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลลัพธ์สนองต่อความต้อง การสำหรับCloud Computingแล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบเบื้องล่างทำงานอย่างไร ประกอบไปด้วยทรัพยากร(resource) อะไรบ้าง ผู้ใช้แค่ระบุความต้องการ(requirement) จากนั้นบริการ(service)ก็เพียงให้ผลลัพธ์แก่ผู้ใช้ ส่วนบริการจะไปจัดการกับทรัพยากรอย่างไรนั้นผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ
สรุปได้ว่า ผู้ใช้มองเห็นเพียงบริการซึ่งทำหน้าที่เสมือนซอฟต์แวร์ที่ทำงานตามโจทย์ของ ผู้ใช้ โดยที่
ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับทราบถึงทรัพยากรที่แท้จริงว่ามีอะไรบ้างและถูก จัดการเช่นไร หรือไม่จำเป็นต้องทราบว่าทรัพยากรเหล่านั้นอยู่ที่ไหน

สาเหตุที่มีชื่อว่า Cloud Computing 
     สาเหตุที่มีชื่อว่า Cloud Computing ก็มาจากสัญลักษณ์รูปเมฆ(Cloud)ที่เราใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ลองดูตัวอย่างได้จากโปรแกรมMicrosoft Visio อย่างเวลาเราจะวาดแผนผังเครือข่าย สัญลักษณ์ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คือรูปเมฆ
     ในเมื่อรูปเมฆแทนอินเตอร์เน็ต แล้วทำไมอินเตอร์เน็ตจึงไปเกี่ยวกับ Cloud Computingได้? 
คำตอบมาจากการที่เราต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆเข้ากับเครือข่าย อินเตอร์เน็ต เราก็สามารถได้บริการหรือได้ใช้ทรัพยากรที่อยู่ระยะไกลเพื่อสนองต่อความต้องการของเราได้นั่นเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขามองว่า Cloud Computing คือเมฆที่ปกคลุมทรัพยากรและบริการอยู่มากมาย เทียบได้กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ต่อกับบริการและทรัพยากรจำนวนมหาศาล เมื่อเป็นCloud Computing เราจะมองว่าอินเตอร์เน็ตคือเมฆ และเมื่อไหร่ที่เราต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเมฆแล้ว เราก็สามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่ต่อกับเมฆ
     เทียบ ได้กับเมฆปกคลุมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และผู้ใช้จำนวนมหาศาลไว้อยู่ ทั้งนี้ผู้ใช้มองเห็นเมฆผ่านทางบริการที่จะนำพาผู้ใช้เข้าถึงพลังในการประมวลผลและทรัพยากรต่างๆที่อยู่ใต้เมฆ หรือภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันคือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

แหล่งที่มา : http://www.bkk1.in.th/Topic.aspx?TopicID=983




วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กระแสข่าวมากมายที่มักจะเป็นการเต้าข่าวซะเป็นส่วนใหญ่แต่ที่รายงานตรงกันคือเดือนเปิดตัวที่ตกมาอยู่ในเดือนกันยายนแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิ้ล ได้แก่ iPhone 5S, iPhone 5C (iPhone low cost) หรือจะ iPad 5 ส่วนซัมซุงก็ไม่น้อยหน้าเตรียมส่งเจเนอเรชั่นที่ 3 ของโทรศัพท์มือถือตระกูลจอยักษ์อย่าง Galaxy Note 3 ที่คราวนี้จะมาเป็นขบวนการเช่นเดียวกับ Galaxy S4 นอกจากนี้โซนี่ก็ไม่น้อยหน้าเตรียมส่ง Sony Xperia i1 Honami โทรศัพท์มือถือที่จะโดดเด่นในเรื่องการถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี Cybershot ซึ่งผลิตภัณฑ์จากทั้ง 3 ค่ายนับเป็น "ของเล่นใหม่" ที่ผู้ติดตามข่าวตลอดจนผู้ที่กำลังต้องการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือใหม่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ
นอกจากตัวเครื่องหรือฮาร์ดแวร์ใหม่ๆแล้ว ซอฟต์แวร์สนับสนุนจะอยู่แบบเดิมคงจะไม่ไหวเพราะฉะนั้นในเดือนกันยายนนี้โอเอสใหม่อย่าง iOS 7 เวอร์ชั่นสมบูรณ์ก็เตรียมให้ผู้ใช้ iPhone, iPad รวมถึง iPod รุ่นเก่าได้เปลี่ยนมาใช้กันถ้วนหน้าในเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป (แต่บางรุ่นอาจผิดหวังไปบ้างเพราะไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ได้ครบ) เช่นเดียว Android 4.3 ที่เพิ่งตัวไปไม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็จะทะยอยให้โทรศัพท์มือถือตระกูลแอนดรอยด์บางรุ่นได้อัพเกรดกัน ซึ่งก็ต้องติดตามข่าวการกำหนดวันเวลาที่ชัดเจนจากทางค่ายมือถืออีกครั้ง แถมอาจจะมีเซอร์ไพรส์ด้วยโอเอสน้องใหม่อย่าง Tizen ที่เกิดจากซัมซุงและอินเทลโผล่ขึ้นมาด้วยก็เป็นได้
แต่ยังไงเสียการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในต่างประเทศของทั้งแอปเปิ้ล, ซัมซุง, โซนี่ หรือจะค่ายอื่นๆ กว่าจะมาถึงประเทศไทยก็ต้องรออย่างน้อย 1 เดือน

แหล่งที่มา :  http://www.arip.co.th/news.php?id=417062

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

iPad mini ชน New Nexus 7

iPad mini ชน New Nexus 7 ใครเจ๋งกว่า

หลังจากค่ำคืนก่อน Google ปล่อยแท็บเล็ตรุ่นเล็กในชื่อ New Nexus 7 ในเจเนอเรชั่นที่ 2 ของแท็บเล็ต 7 นิ้วกลายเป็นอุปกรณ์พกพารุ่นแรกที่รัน Android 4.3 อย่างเป็นทางการ ในเมื่อมีรุ่นใหม่ออกมาแบบนี้ก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับแท็บเล็ตรุ่นฮิตอย่าง iPad mini ให้เห็นกันว่าเลยว่ามีดีต่างกันอย่างไร
การออกแบบ
การออกแบบของ New Nexus 7 ยังคงมาในคอนเซปต์ให้หยิบจับด้วยมือเดียวได้ เปลี่ยนฝาหลังให้เป็นแบบเรียบแทนที่ลวดลายใน Nexus 7 รุ่นเก่า มีน้ำหนักอยู่ที่ 290 กรัม และความหนาอยู่ที่ 8.65 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักที่ 299 กรัมในรุ่น LTE ส่วน iPad mini มากับบอดี้ที่เป็นอลูมิเนียม มาแนวเดียวกับ iPhone 5 สามารถหยิบจับด้วยมือเดียวได้เช่นกัน มีหน้ำหนักอยู่ที่ 308 กรัม มีความหนาเพียง 7.2 มิลลิเมตร หากเทียบดูแล้ว New Nexus 7 ไม่ว่าจะรุ่น Wi-Fi หรือรองรับ LTE เบากว่า iPad mini พอสมควร แต่หากใครที่ชอบความบาง iPad mini นำมาเลยครับ
หน้าจอแสดงผล
แน่นอนว่า New Nexus 7 ต้องมีการเพิ่มคุณสมบัติของการแสดงผลให้ละเอียดขึ้นอย่างที่ผู้ใช้แท็บเล็ตคาดหวังกันไว้ Google และ ASUS จึงใส่ความละเอียดบนหน้าจอแสดงผลขนาด 7 นิ้วมาที่ 1920 x 1200 พิกเซล (323 ppi) ทำให้ New Nexus 7 สามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆในระดับ 1080p ได้อย่างดีเยี่ยม ส่วน iPad mini แม้จะมีขนาดจอแสดงผลที่ 7.9 แต่ความละเอียดอยู่ที่ 1024 x 768 (163 ppi) ทำให้ผู้ใช้แท็บเล็ตที่ชอบเล่นเกมหรือชมภาพยนตร์ความละเอียดระดับ HD ล่ะก็ New Nexus 7 ซิวชัยเหนือ iPad mini เลยล่ะครับ
กล้อง
เดิมที่ Nexus 7 มีเพียงกล้องหน้าระดับ 1.2 ล้านพิกเซลมาให้เพื่อจำกัดราคาวางขายไม่ให้สูงเกินไป แต่คราว Google และ ASUS จัดการเพิ่มกล้องหลังระดับความละเอียด 5 ล้านพิกเซลติดมากับ New Nexus 7 ด้วย พร้อมเพิ่มความละเอียดให้กับกล้องหน้าเป็น 1.9 ล้านพิกเซล ส่วน iPad mini มีกล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล กับกล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซลรองรับการใช้ FaceTime HD ได้ หากดูความแตกต่างในเรื่องของทั้ง New Nexus 7 กับ iPad mini ถือว่าค่อนข้างสูสี แม้ New Nexus 7 จะเหนือกว่าที่ความละเอียดของกล้องหน้า แต่การถ่ายภาพใครจะดีกว่ากันเรื่องนี้คงต้องเสมอไปแล้วกันครับ
ซอฟต์แวร์ที่ใช้
เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้นิยมชมชอบโอเอสหุ่นตัวเขียนที่ New Nexus 7 ตัวนี้มาพร้อมกับ Android 4.3 ที่ถือได้ว่าใหม่ที่สุดในตลาดตอนนี้ก็ว่าได้ ฟีเจอร์หรือลูกเล่นต่างๆที่นอกเหนือไปจากที่ Google แนะนำไปนั้นคงต้องใช้เวลาค้นหาอีกซักระยะ ส่วน iPad mini ในปัจจุบันยังคงรัน iOS 6.xx อยู่ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ Apple จะเปิดให้ iPad mini อัพเดตเป็น iOS 7 ซึ่งหลายคนคงได้สัมผัสเวอร์ชั่น Beta กันไปบ้างแล้วและน่าจะรู้ถึงข้อดีข้อเสียของ iOS 7 มาพอสมควร
สิ่งที่ New Nexus 7 มี แต่ iPad mini ไม่มี
การเปิดตัว New Nexus 7 นอกจากการอัพสเปคทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ Google และ ASUS ยังเพิ่มความสามารถของการชาร์จไร้สาย (Wireless Charging) สนับสนุน Bluetooth 4.0 LE, และ NFC  เข้ามาด้วย ซึ่งเพียงแค่การชาร์จไร้สายก็ทำเอา iPad mini อิจฉาได้แล้ว
สรุปสเปคของ iPad mini 
- หน้าจอแสดงผล 7.9 นิ้ว ความละเอียด 1024 × 768 (163ppi)
- ชิปประมวลผล dual-core Processor ​​Apple A5
- กล้องหลัง 5 MP, กล้องหน้า 1.2 MP
- หน่วยความจำภายใน 16/32/64 GB

สรุปสเปคของ New Nexus 7
- หน้าจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 1920 × 1200 (323ppi)
- ชิปประมวลผล Quad-Core Snapdragon S4 Pro
- กล้องหลัง 5 MP, กล้องหน้า 1.9 MP
- RAM 2GB
- หน่วยความจำภายใน 16/32 GB
- สนับสนุน Bluetooth 4.0 LE, NFC และชาร์จไร้สาย (Wireless Charging)
ราคา  
New Nexus 7 อยู่ที่ 229.99 เหรียญสหรัฐ สำหรับรุ่น 16 GB และ 269.99 เหรียญสหรัฐในรุ่น 32 GB ส่วนรุ่นความจุ 32GB แบบ 4G LTE (เฉพาะในสหรัฐฯ) ราคา 349.99 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่ายังถูกว่า iPad mini ที่ราคาเริ่มต้นด้วยรุ่น 16 GB รองรับเฉพาะ Wi-Fi อยู่ที่ 330 เหรียญสหรัฐ แต่ในอนาคต New Nexus 7 อาจจะต้องเจอศึกหนักในการทำตลาดก็เป็นได้เมื่อการมาถึงของ iPad mini 2 พร้อมหน้าจอ Retina Display



วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โปรแกรม ManyCam 3.1.58

วิธีการติดตั้ง

1. เข้าไปที่เว็บ  http://www.manycam.com/



2. ขึ้น Setup โปรแกรม


3.  เลือกภาษาและคลิก I Accept


4.  ติ๊กเครื่องหมายถูกออกและคลิก Next


5.  โปรแกรมทำการติดตั้ง (รอสักครู่)


6.  คลิก Finish


7.  แสดงหน้าแรกของโปรแกรม



วิธีการใช้งาน
     โปรแกรม Manycam เป็นโปรแกรมจำลองกล้อง Webcam หรือ เป็นลูกเล่นเพิ่มเติมสำหรับกล้อง Webcam
1. เมนูหลัก ๆ จะมี 2 คอลัมน์ คือ Effects กับ Sources 

2. วิธีการเปิดกล้องให้ กดเลือก Sources ก่อน แล้วคลิกเลือกที่ เมนู Cameras กด USB Video Device (ชื่อขึ้นอยู่กับยี่ห้อกล้อง แต่มันมีให้เลือกอันเดียว) 

3. วิธีการใส่รูป ให้ กดเลือกคอลั่ม Sources ก่อน แล้วคลิกเลือกที่ เมนู Still images > กด Open new file สามารถใส่รูปได้มากกว่า 1 รูป ถ้าใส่รูป ตั้งแต่ 2รูป ขึ้นไปแล้วต้องการให้ แสดงรูป สลับ หรือสไลด์ ไปเรื่อยๆ ให้กด ปุ่มด้านบน จะเป็นรูป ลูกศรกลมๆ  และปุ่มด้านข้าง ที่เขียนว่า Delay แล้วสามารถเลือก เลข ได้เป็นการตั้งค่า จำนวนวินาทีในการสไลด์รูปภาพ

4. สำหรับผู้ที่ลงโปรแกรมนี้ครั้งแรก จะสังเกตได้ว่า จะมีโลโก้ของManycam โชว์ที่ด้านขวาล่างของกล้อง วิธีการเอาออกให้ เลือกที่คอลั่ม Effects  แล้วกดเลือกเมนู Text over video แล้วดูขวามือ ให้กดเอาติกเครื่องหมายถูก ออกจากกล่องที่เขียนว่า Show Manycam.com Logo (เน้นว่าให้กดเอาติกออก)






มือถือขยับชิงลูกค้า "เอไอเอส3G"นำร่อง ยอมลดราคา15%


ค่ายมือถือประสานเสียง "กสทช." ยอมลดค่าบริการ "เอไอเอส 3G" นำร่องลด 15% ให้ลูกค้ากว่า 4.3 ล้านราย ฝั่ง "ดีแทค" กดปุ่มเปิด 23 ก.ค.นี้ มีลูกค้าจ่อคิวขอใช้ 3.1 ล้านราย ขณะที่ "ทรูมูฟ เอช" ใจป้ำยอมลดราคา 3G ทุกความถี่ "กสทช." ย้ำค่าโทร.82 สตางค์/นาที ดาต้า 28 สตางค์/MB

รายงานข่าว แจ้งว่า ปัจจุบัน AWN ในเครือเอไอเอส เป็นรายเดียวที่เปิดบริการ 3G คลื่น 2.1 GHz เต็มรูปแบบ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเรื่องความถี่ไม่พอให้บริการ ต่างจากดีแทค และทรูมูฟที่ให้บริการ 3G บนคลื่น 850 MHz ได้ จึงไม่ต้องเร่งติดตั้งเครือข่ายเพื่อให้บริการบนคลื่น 2.1 GHz แต่อย่างใด โดยดีแทคเตรียมเปิดบริการเป็นทางการวันที่ 23 ก.ค.นี้ ขณะที่ทรูมูฟ เอช เปิดให้ทดลองใช้งานแล้วกับลูกค้าหลักพันราย 


สำหรับเป้ายอดขายปีนี้ เอไอเอส 3G ตั้งเป้าไว้อย่างน้อย 10 ล้านราย อย่างมาก 12 ล้านราย ปัจจุบันมี 4.3 ล้านราย ขณะที่ดีแทคตั้งเป้าไว้ที่ 10 ล้านรายเช่นกัน มีลูกค้าแจ้งความจำนงแล้ว 3.1 ล้านราย ส่วนเป้าของทรูมูฟ เอช อยู่ที่6 ล้านราย

แหล่งที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1373891475

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Note 3 จะออกมาสี่รุ่นเหมือน S4

     Galaxy S4 - กลายเป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นเรือธงที่ถูกแบ่งออกไปอีกถึง 3 รุ่น ทั้ง Galaxy S4 Active, Galaxy S4 Zoom และ Galaxy S4 mini ซึ่งดูเหมือนว่า Samsung จะใช้แนวทางนี้กับเรือธงระดับบิ๊กอย่าง Samsung Galaxy Note 3 ด้วย ETNews เว็บไซต์ในประเทศเกาหลี รายงานว่า Galaxy Note 3 จะถูกผลิตออกมาสี่รุ่น สี่สไตล์ เจริญรอยตาม Galaxy S4 ที่นำร่องไปก่อนหน้านี้ ซึ่งชื่อของ Note 3 ทั้งสี่รุ่นยังไม่มีชื่อที่แน่ชัด แต่ตัวเครื่องในแบบ high-end ที่สุดจะถูกผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพสูง เพิ่มเติมด้วยประสิทธิภาพของการใช้งานไม่ว่าจะเป็นกล้องหลัง13 ล้านพิกเซล หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ส่วน 2 รุ่น จะใช้บอดี้พลาสติก กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล เปลี่ยนหน้าจอแสดงผลเป็นแบบ LCD และรุ่นสเปคต่ำสุดจะมีกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และจอ LCD เป็นต้น
     สำหรับสเปคของ Galaxy Note 3 ในแบบ high-end ที่สุด ในเบื้องต้นจะมีหน้าจอแสดงผล 5.7 นิ้ว ชิปประมวลผลอาจเป็นทั้ง Exynos Octa Core และ Qualcomm Snapdragon 800, ใช้ RAM 3G, มี S Pen แน่นอน รัน Android 4.3 หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน 4 กันยายนนี้ เรามีโอกาสเห็นการเปิดตัว Galaxy Note 3 อย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Linux

ระบบการจัดการ Partition ในระบบปฏิบัติการ Linux

     ก่อนที่เราจะมาเริ่มต้นใช้ลินุกซ์กัน เราต้องมาทำความรู้จักระบบของ Partition บน Linux กันก่อน ไม่งั้นคุณก็อาจจะประสบปัญหาได้ ไม่รู้ว่าอะไรคือ drive C: drive D: drive E: ประมาณว่า งง นั้นเองเพราะการจัดการโครงสร้างของ Linux นั้น จะไม่เหมือนระบบ Dos และ Windows ที่มีการจัดโครงสร้าง disk เป็นแบบ FAT16, FAT32 และ NTFS ที่คนส่วนใหญ่ก็มักจะรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่พอมาเป็นโครงสร้างบน Linux และมันชั่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถ้าคนที่ไม่เคยใช้ก็จะ งง กันไปตาม ๆ กัน ไม่รู้ว่าอะไรยังไง จะให้ส่วนในมีพื้นเท่าไรอย่างไร และ Partition อันนี้มันคืออะไร 


โครงสร้างของ Linux

      ลีนุกซ์ที่ ไลนัสและนักพัฒนาร่วมกันพัฒนาขึ้น เป็นเพียงส่วนที่เรียกกันว่า เคอร์เนล (Kernel) หรือแกนการทำงานหลักของระบบ แต่เคอร์เนลไม่สามารถทำงานตามลำพังได้ต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมและอุปกรณ์ อื่นๆ 


ประวัติความเป็นมาของ Linux ที่พัฒนาโดยคนไทย

ประวัติของ Linux TLE
ลินุกซ์ทะเล (LinuxTLE) คือชื่อของระบบปฏิบัติการในลักษณะของลินุกซ์ที่ปัจจุบันพัฒนาต่อมาจากอูบุนตุโดยเพิ่มความสามารถภาษาไทยปัจจุบันพัฒนาโดยเนคเทค โดยรุ่นปัจจุบันคือ ลินุกซ์ทะเล 9.0 รหัสว่า "หัวหิน" ที่เน้นการใช้งานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ทั้งการใช้ที่บ้าน ที่สำนักงาน ในสถานศึกษา สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและคอมพิวเตอร์พกพา

ประวัติความเป็นมาของ Linux ตระกูลต่าง ๆ

Red Hat Linux(http://www.redhat.com/)
บริษัท เรดแฮ็ท เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มโปรแกรมเมอร์ ในแถบนอร์ธ-แคโลไลนาในสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างดิสตริบิวชั่นของ Linux ที่มีการติดตั้งและการใช้งานให้ง่ายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้




ลินุกซ์(Linux) [อาจจะออกเสียงว่า ไลนักซ์,ลินุกซ์ หรือ ลีนุกซ์]
คือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ Windows ( 95/98/Me/NT/2000/XP ) ,OS/2 หรือ Unix ระบบอื่นๆ ซึ่งได้พัฒนามาจาก Minix ( Unix ที่ใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ) โดยสามารถทำงานได้ทั้งแบบหลาย ๆ งานพร้อมกัน ( Multitasking )  และการทำงานแบบหลาย ๆ ผู้ใช้งานพร้อม ๆ กัน (Multiuser)

ประวัติลินุกซ์
ในช่วงปี ค.ศ. 1987 ศาสตราจารย์ Andrew S.Tanenbaum ได้ออกแบบสร้าง ยูนิกซ์สำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งบนเครื่อง PC,Mac,Amiga โดยให้ชื่อว่า Minix และยังแจกซอร์สโค้ดฟรีให้แก่นักวิจัยเพื่อนำไปพัฒนาต่อ


















คุณสมบัติการทำงาน Multi-Tasking , Multi-User

คุณสมบัติการทำงาน
ระบบปฏิบัติการโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติในการทำงานแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
การทำงานแบบ Multi – Tasking คือ ความสามารถในการทำงานได้หลาย ๆ งาน หรือหลาย ๆ โปรแกรมในเวลาเดียวกัน เช่น พิมพ์รายงานควบคู่ไปกับการท่องเว็บ ซึ่งในสมัยก่อนการทำงานของระบบปฏิบัติการจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า single-tasking ซึ่งจะทำงานทีละโปรแกรมคำสั่ง ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะสลับงานไประหว่างโปรแกรมหรือทำงานควบคู่กันได้ แต่สำหรับในปัจจุบันจะพบเห็นลักษณะการทำงานแบบนี้มากขึ้น เช่น ในระบบปฏิบัติการ Windows รุ่มใหม่ ๆ ซึ่งทำให้การใช้งานได้สะดวกและทำงานได้หลาย ๆโปรแกรม


การทำงานแบบ Multi – User ในระบบการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกันแบบเครือข่ายระบบปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ควบคุมจะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เรียกว่า multi-user หรือความสามารถในการทำงานกับผู้ใช้ได้หลาย ๆ คน ขณะที่มีการประมวลผลของงานพร้อม ๆ กันทำให้กระจายการใช้ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น